เกษตรทฤษฎีใหม่
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงคิดค้นพัฒนา ทำการศีกษาวิจัย โดยนำภูมิปัญญาบรรพชนผสมผสานกับวิชาการสมัยใหม่ ไปทดลองใช้และปฏิบัติในการแก้ปัญหาในพื้นที่จริงในโครงการพระราชดำริ โดยทำซ้ำหลายครั้งในหลายพื้นที่ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านการทำมาหากินของเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ได้แก่ การจัดการดิน น้ำ ความรู้ด้านเกษตรกรรม และการอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ผลสำเร็จในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดเป็นทฤษฏีใหม่จำนวนมากเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและดำรงชีวิตของพสนิกรชาวไทย
โคก
หนอง
นา
โมเดล
โคก หนอง นา โมเดล เป็นทฤษฏีใหม่ที่ออกแบบพื้นที่และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือกับวิกฤตภัยแล้งและอุทกภัย ซึ่งเกิดถี่ขี้นและรุนแรงขี้นอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เริ่มจากขุดหนองและคลองไส้ไก่เพื่อกักเก็บน้ำ และใช้ดินจากการขุดหนองมาถมเป็นโคก เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยและเลี้ยงสัตว์ ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และทำนาข้าวอินทรีย์ ก็จะทำให้ทุกคนสามารถพึ่งพาตัวเองได้ มี พอกิน พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น
ที่ศูนย์พรรณาฯ ได้มีการออกแบบพื้นที่ตามโคก หนอง นา โมเดล และมีการดำเนินการดังนี้
ทำโคก
ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นป่า 5 ระดับ เพื่อให้ระบบรากเก็บน้ำในดิน รวมทั้งขุดคลองไส้ไก่บนโคก เพื่อกักเก็บน้ำและกระจายน้ำให้ป่า 5 ระดับ นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ไข่และเป็ดไข่แบบปล่อยหรือแบบธรรมชาติ
ขุดหนองและคลองไส้ไก่
เพื่อกักเก็บน้ำ โดยหนองมีลักษณะ Free Form เลียนแบบแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ขอบหนองด้านในทำเป็นตะพักให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำรวมถึงเป็นที่ปลูกพืชน้ำไว้กิน
ทำนาข้าวอินทรีย์
โดยยกหัวคันนาให้สูงและกว้างเพื่อกักเก็บน้ำ รอบผืนนาด้านในขุดร่องไว้ให้สัตว์น้ำอยู่อาศัยในช่วงที่ปล่อยน้ำออกเพื่อเกี่ยวข้าว และปลูกพืชผักผลไม้ไว้บนคันนา
กสิกรรม
ธรรมชาติ
กสิกรรมธรรมชาติ เป็นหลักการที่มุ่งเน้นการทำกสิกรรมที่ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และความสมดุลของระบบนิเวศเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ การไม่ใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า การไม่เผาตอซัง ฟางข้าว การไม่ปอกเปลือกเปลือยดิน การใช้จุลินทรีย์คืนชีวิตให้แผ่นดิน
กิจกรรมที่ศูนย์พรรณาฯ ได้ดำเนินการ มีดังนี้
ห่มดินและขุดคลองไส้ไก่
ทำน้ำส้มควันไม้
ปลูกพืชหมุนเวียน
ทำน้ำหมักสมุนไพรไล่แมลง
ทำดินเพาะกล้า
ทำน้ำหมักสมุนไพรฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
ปลูกพืชตระกูลถั่ว
ทำปุ๋ยหมักชีวภาพ
ป่า 3 อย่าง
ประโยชน์ 4 อย่าง
จากพระราชดำรัสของในหลวงรัชการที่ 9 การปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง เป็นการสร้างให้ชุมชนมีความรู้สึกหวงแหนในป่าไม้ เพราะให้ประโยชน์ 3 อย่างแรกโดยตรงแก่ชุมชน คือ นำไม้ไปใช้สอย นำไม้ไปสร้างบ้าน และมีไม้ผลไว้กิน สำหรับประโยชน์อย่างที่ 4 คือ ป่าไม้ทุกประเภทช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร พระราชดำรัสนี้ทรงชี้ทางออกให้กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และเป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของชุมชนให้มีสิทธิได้รับประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ เพื่อชุมชนจะได้รักษาทรัพยากรป่าไม้ไว้อย่างยั่งยืน
ศูนย์พรรณาฯ ได้ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างตามแนวทางพระราชดำรัสของในหลวงรัชการที่ 9
ไม้ใช้สอย โตเร็ว
ไม้ก่อสร้าง
ไม้ยืนต้นกินได้และสมุนไพร
บันได 9 ขั้น
สู่ความพอเพียง
ทางศูนย์พรรณาฯ ได้ยึดหลักและปฏิบัติตามบันได 9 ขั้น สู่ความพอเพียงที่ยั่งยืน โดยเริ่มต้นลงมือทำด้วยตัวเองอย่างถูกหลักการจนสำเร็จและมีความมั่นคงในปัจจัย 4 หรือสามารถพึ่งพาตัวเองได้ แล้วจึงเริ่มขยายไปสู่เศรษฐกิจพอเพียงขั้นก้าวหน้าต่อไป
เกษตรทฤษฎีใหม่
บันได 9 ขั้น
สู่ความพอเพียง
ขั้นที่ 1 พอกิน
มีอาหารพอกิน ปลูกข้าว พืช ผัก ผลไม้ ไว้กินเอง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ
ขั้นที่ 2 - 4
พอใช้ พออยู่ พอร่มเย็น: เกิดขึ้นพร้อมกันได้จากการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือ ปลูกป่าเพื่อให้มีไม้พอสำหรับใช้สอย มีไม้พอสำหรับทำที่อยู่อาศัย มีสมุนไพรสำหรับรักษาโรค และป่าไม้จะช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศ อนุรักษ์ดินและน้ำ ทำให้เกิดความร่มเย็น
ขั้นที่ 5 และ 6
บุญและทาน: เมื่อเรามีปัจจัย 4 พอแล้ว จึงนำไปทำบุญทำทาน เป็นขั้นของการให้หรือแบ่งปันและฝึกจิตใจให้ละจากความโลภ
ขั้นที่ 7 เก็บรักษา
เป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อความไม่ประมาท เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์เพื่อฤดูกาลหน้า รวมถึงการแปรรูปอาหารเพื่อถนอมไว้กินในอนาคตหรือยามวิกฤต
ขั้นที่ 8 ขาย
ขายอย่างรู้จักพอประมาณ ขายด้วยความรู้สึกของการให้ อยากให้สิ่งดีๆ ที่เราปลูกเอง
ขั้นที่ 9 ข่าย
สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงทั้งประเทศ เพื่อขยายผลความสำเร็จตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฏิวัติวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน สังคม เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ข้าวยากหมากแพง และความขัดแย้งในสังคม